การเรียนร่วมของเด็กพิเศษ

การเรียนร่วมของเด็กพิเศษ

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 26/12/2556 คาบที่ 8
กิจกรรม

งดการเรียนการสอนเนื่องจากมีการแข่งขันกีฬาสีเทาเหลือง

การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 19/12/2556 คาบที่ 7
กิจกรรม

งดการเรียนการสอนเนื่องจากมีการสอบกลางภาค

การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 12/12/2556 คาบที่ 6
กิจกรรม
พัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
พัฒนาการ
: การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆรวมทั้งตัวบุคคล
: ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
-เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
-พัฒนาการล่าช้าอาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้านหรือทุกด้าน
-พัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าไปด้วย
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
-ปัจจัยทางด้านชีวภาพ
-สภาพแวดล้อมก่อนคลอด
-กระบวนการคลอด
-สภาพแวดล้อมหลังคลอด
สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.โรคทางพันธุกรรม
เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้ามาตั้งแต่เกิดหรือสังเกตได้ชั่วระยะไม่นานหลังเกิดมักมีลักษณะผิดปกติแต่กำเนิดร่วมด้วย
2.โรคของระบบประสาท
-เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการส่วนใหญ่มักมีพัฒนาการหรืออาการแสดงทางระบบประสาทร่วมด้วย
-ที่พบบ่อยคือ อาการชัก
3.การติดเชื้อ
-การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ศรีษะเล็กกว่าปกติ อาจมีตับม้ามโต การได้ยินบกพร่อง ต้อกระจก
-นอกจากนี้การติดเชื้อรุนแรงภายหลังเกิด เช่น สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ
4.ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
โรคที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขไทย คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ
5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
การเกิดก่อนคลอด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย และภาวะขาดออกซิิเจน
6.สารเคมี
    6.1 ตะกั่ว
-ตะกั่วเป็นสารที่มีผลกระทบต่อเด็กและมีการศึกษามากที่สุด
-มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า ผิวหมองคล้ำเป็นจุดๆ
-ภาวะตับเป็นพิษ
-ระดับสติปัญญาต่ำ
    6.2 แอลกอฮอล์ 
-น้ำหนักแรกเกิดน้อย
-มีอัตรการเพิ่มน้ำหนักหลังเกิดน้อย ศรีษะเล็ก
-พัฒนาการทางสติปัญญาก็มีความบกพร่อง
-เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
Fetal Alcohol Syndrome (FAS)
จะมีลักษณะ
-ช่องตาสั้น
-ริมฝีปากบนยาวและบาง
-จมูกแบน
-ริมฝีปากมนเรียบ
-หนังคลุมหัวตามาก
-ปลายจมูกเชิดขึ้น
     6.3 นิโคติน
-น้ำหนักแรกเกิดน้อย ขาดสารอาหาร ในระยะตั้งครรภ์
-เพิ่มอัตราการตายในวัยทารก
-สติปัญญาบกพร่อง
-สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว มีปัญหาทางการเข้าสังคม
7.การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งการขาดสารอาหาร
อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
-มีพัฒนาการล่าช้า ซึ่งอาจจะพบมากกว่า 1 ด้าน
-ปฏิกิริยาสะท้อน ( primitive reflex ) ไม่หายไป แม้จะถึงช่วงอายุที่ควรจะหายไป
แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.การซักประวัติ
โรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม
การเจ็บป่วยในครอบครัว
ประวัติการฝากครรภ์
ประวัติเกี่ยวกับการคลอด
พัฒนาการที่ผ่านมา
การเล่นตามวัย การช่วยเหลือตนเอง
ปัญหาพฤติกรรม
ประวัติอื่นๆ
เมื่อซักประวัติแล้วจะสามารถบอกได้ว่า
-ลักษระพัฒนาการล่าช้าเป็นแบบคงที่ หรือถดถอย
-เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือไม่ อย่างไร อยู่ในระดับไหน
-มีข้อบ่งชี้ มีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมหรือไม่
2.การตรวจร่างกาย
ตรวจร่างกายทั่วๆไปและการเจริญเติบโต
ภาวะตับม้ามโต
ผิวหนัง
ระบบประสาทและวัดรอบศรีษะด้วยเสมอ
ดูลักษณะของเด็กที่ถูกทารุณกรรม
ระบบการมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ
การประเมินแบบไม่เป็นทางการ
การประเมินที่ใช้ในเวชปฏิบัติ
แบบทดสอบ Denver ll
Gesell Drawing Test
แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด-5 ปี สถาบันราชานุกูล
สรุปเป็นmine map ได้ดังนี้


การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 5/12/2556 คาบที่ 5 
กิจกรรม
งดการเรียนการสอนเนื่องจากตรงกับวันพ่อแห่งชาติ

วันพ่อแห่งชาติ 2556

วันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติ 2556

กำหนดการวันพ่อ 2556

สำนักพระราชวัง ออกหมายกำหนดการพระราชพิธี 5 ธันวาคม 2556

      (4 ธ.ค.) สำนักพระราชวัง ออกหมายกำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2556 ซึ่งจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-6 ธันวาคม และวันที่ 8 ธันวาคม 2556 ระบุว่า

     ในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกท้องพระโรง ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายในนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเฝ้าฯ ครั้นสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด กราบบังคมทูลพระกรุณากล่าวนำทหารรักษาพระองค์ ถวายคำสัตย์ปฏิญาณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบผู้เฝ้าฯ ในมหาสมาคมทั้งหมดถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

     จากนั้น เวลา 17.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพิธีทรงตั้งสมณศักดิ์ และเจริญพระพุทธมนต์ อนึ่ง ในวันนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. สำนักพระราชวังได้จัดที่สำหรับลงพระนาม ลงนามถวายพระพรไว้ในพระบรมมหาราชวัง ที่วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์

     สำหรับวันที่ 6 ธันวาคม 2556 เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพระบรมมหาราชวังในการพิธีเลี้ยงพระ และวันที่ 8 ธันวาคม 2556 เวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา คณะทูตต่างประเทศและผู้แทนฝ่ายกงสุล เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
วันพ่อแห่งชาติ

วันพ่อแห่งชาติ

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 85 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมีและแสดงความจงรักภักดีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา


09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงพยาบาลศิริราช พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ ประชาชนรอรับเสด็จเนืองแน่น เปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" ตลอดเส้นทางพระราชดำเนิน

10.25 น. รถยนต์พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม

10.29 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จเข้า สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.37 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารฯ เสด็จเฝ้าละอองธุลีพระบาท บริเวณหน้าสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.44 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารฯ กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามบรมวงศานุวงศ์ บริเวณหน้าสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันพ่อแห่งชาติ

10.49 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามข้าราชการ รัฐมนตรีและประชาชน บริเวณหน้าสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.52 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกผู้แทนราษฎร บริเวณหน้าสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.56 น. นายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามราชข้าการฝ่ายตุลาการ บริเวณหน้าสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

10.59 น. พลอากาศเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมทั้งทหารทุกหน่วยเหล่า ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

11.04 น.
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำรัสตอบ ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม


วันพ่อแห่งชาติ

11.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ประชาชนเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" ดังกึ่งก้อง

11.24 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับ โรงพยาบาลศิริราช

วันพ่อแห่งชาติ 2556 ประวัติความเป็นมาความสำคัญของวันพ่อ 

    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หน้า 587) พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายคำว่า “พ่อ” ไว้ดังนี้
     พ่อ หมายถึง ชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกชายผู้ให้กำเนิดตน
     ในทางพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า “พ่อ” หมายถึง ชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูกมีใช้หลายคำ เช่น
         
     - บิดา (พ่อ)
     - ชนก (ผู้ให้กำเนิด)
     - สามี (ผัวของแม่) เป็นต้น
     วันพ่อแห่งชาติ  5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย
      วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือวันพ่อแห่งชาติ มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์เป็นผู้ถวายการประสูติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการจำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่ พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” อันคำว่าโดย “ธรรม” นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ราชธรรม 10 ประการ”
วันพ่อแห่งชาติ 2554 
พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง 
     ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ ห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้
     “...บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นร่มเย็นปกติสุขมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติและต่างร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่โดยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด ท่านทั้งหลายในสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนไว้ให้กระจ่างและนำไปปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติ…”
      (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง) 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราช<a href=http://www.dmc.tv/search/ศรัทธา title='ศรัทธา' target=_blank><font color=#333333>ศรัทธา</font></a>ใน<a href=http://www.dmc.tv/search/พระพุทธศาสนา title='พระพุทธศาสนา' target=_blank><font color=#333333>พระพุทธศาสนา</font></a>เป็นที่ยิ่ง 
พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล”  
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง เมื่อพุทธศักราช 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงพระผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

     ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันพ่อแห่งชาตินี้

      1. ในวันพ่อแห่งชาติเราควรประดับธงชาติไทยที่อาคารบ้านเรือน

      2. จัดพิธีศาสนสงฆ์ ทำบุญใส่บาตร อุทิศเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

     3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ  

      วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่มหลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อแห่งชาติ พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และให้ดอกพุทธรักษาเป็นสัญลักษณ์ วันพ่อแห่งชาติ

ทุกบุปผา มาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
พระ คือ บิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ 5 ธันวามหาราช “วันพ่อแห่งชาติ” คือองค์อดิศร
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน 
    
ด้วยพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณ มีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพ เทิดทูน และตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อนี่เป็นที่มาของการจัดให้มี วันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติตรงกับวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
วันพ่อแห่งชาติหรือวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

5 ธันวาวันพ่อแห่งชาติ  

      5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและยังเป็นวันพ่อแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะพ่อแห่งชาติ อีกทั้งทรงเป็นพ่อตัวอย่างของปวงชนชาวไทย ที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน ทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงขจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น พ่อแห่งชาติที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้ วัฒนาถาวรสืบไป ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของวันพ่อแห่งชาติ 4 ประการ คือ


1.       เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2.       เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3.       เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ
4.       เพื่อให้ผู้เป็นพ่อ สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน  
วันพ่อแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี
วันพ่อแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี
ดอกไม้ประจำวันพ่อแห่งชาติ
     วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันพ่อแห่งชาติ กำหนดขึ้นครั้งแรก ในปี 2523 และ กำหนดให้ ดอกพุทธรักษาสีเหลือง เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันพ่อแห่งชาติ
วันพ่อแห่งชาติมีดอกพุทธรักษาเป็นสัญลักษณ์ประจำ
ดอกพุทธรักษาสีเหลือง เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันพ่อแห่งชาติ
     “พุทธรักษา” ซึ่งหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงปกป้องคุ้มครอง ให้มีแต่ความสงบสุขร่มเย็น ซึ่งมีเรียกกันมากว่า 200 ปี และสีเหลืองอันเป็นสีประจำวัน พระราชสมภพขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของปวงชนชาวไทย การมอบดอกพุทธรักษาให้กับพ่อ จึงเสมือนกับการบอกถึง ความรักและเคารพบูชาพ่อ ผู้สร้างความสงบสุขร่มเย็นให้แก่ครอบครัว
     คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพุทธรักษาไว้ประจำบ้านจะช่วยปกป้องคุ้มครอง ไม่ให้มีเหตุร้ายหรืออันตรายเกิดแก่บ้านและผู้อาศัย เ
บทบาทของพ่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปบทบาทหน้าที่ของพ่อและแม่ไว้ 5 ข้อ

1.       กันลูกออกจากความชั่ว
2.       ปลูกฝังลูกไว้ในทางที่ดี
3.       ให้ลูกได้รับการศึกษาเล่าเรียน
4.       ให้ลูกได้แต่งงานกับคนดี

5.       มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงการณ์อันควร
วันพ่อแห่งชาติของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป

วันพ่อแห่งชาตินั้นทั่วโลกจะมีการจัดแตกต่างกันไป โดยในประเทศไทยจัดตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี
     ในส่วนของพ่อเองก็ต้องตั้งใจฝึกตนเองให้ดี ให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกให้ได้  หาเวลามาทำกิจกรรมร่วมกัน จะได้มีเวลาแนะนำอบรมสั่งสอนกันเพื่อครอบครัวจะได้ เป็นครอบครัวอบอุ่น โดยในวันพ่อที่จะถึงนี้ ก็ขออวยพรให้คุณพ่อทุกท่านมีความสุข ดูแลลูกๆ และอยู่กับลูกๆ ไปตราบนานเท่านาน

คลิปเพลงที่เกี่ยวกับวันพ่อแห่งชาติ



เพลงรักพ่อทุกวัน

กลอนวันพ่อ

อยากให้พ่อ มาเห็น ความเป็นอยู่
จากการสู้ งานหนัก สร้างหลักฐาน
สร้างสรรค์ลูก ปลูกฝัง มาตั้งนาน
ลูกมีบ้าน งานทำ ไม่ลำเค็ญ

หยาดเหงื่อพ่อ พร้อมแม่ แต่ละหยาด
คือประกาศ ความดี มีให้เห็น
พระคุณพ่อ เพียงพรหม พาร่มเย็น
ผ่านทุกข์เข็ญ กว่าใคร ในโลกา

เพียงเพื่อลูก ได้มี ชีวิตรอด
พ่อทนกอด อดกลั้น ทุกปัญหา
เพียงลูกรัก จักเกิด เลิศปัญญา
พ่ออุตส่าห์ หาเงิน เกินกำลัง

พ่อทำได้ ทุกอย่าง เพื่อสร้างลูก
พ่อพันผูก ปลูกจิต ให้คิดหวัง
พ่อสอนอย่า เย่อหยิ่ง เขาชิงชัง
พ่อเติมพลัง ให้สู้ เป็นผู้คน

คำพ่อสอน ทุกอย่าง สร้างชีวิต
ให้มีสิทธิ์ โบยบิน ทุกถิ่นหน
ดั่งนกน้อย คล้อยชม ล่องลมบน
นั่นคือผล งานพ่อ ไม่ท้อทำ

อยากให้พ่อ มาเห็น ความเป็นอยู่
เพื่อได้รู้ ผลงาน นานฉนำ
ไม่มีพ่อ ยลยิน เพราะสิ้นกรรม
ซาบซึ้งคำ พ่อสั่ง หลั่งน้ำตา
รักพ่อทุกวัน
พ่อผู้ให้ กำเนิด เกิดชีวิต พ่ออุทิศ สั่งสอนลูก ผูกนิสัย พ่อชี้นำ แนวทาง ไม่ห่าง ไกล

กลอนวันพ่อ 

เป็นสองมือ อุ้มชู เลี้ยงดูลูก....เป็นสายใย พันผูก คอยห่วงหา
เป็นอ้อมกอด อบอุ่น ค้ำจุนมา....เป็นสายตา ห่วงใย ใคร่อาทร

ยามเจ็บไข้ เฝ้าดูแล ด้วยชีวิต ....ยามพลั้งผิด ท่านอบรม คอยบ่มสอน
ยามเหนื่อยหน่ายกำลังใจไม่สั่นคลอน....ยามใดใด ยังอาทร ไม่เปลี่ยนแปร

ด้วยความรัก ของพ่อ ที่ยิ่งใหญ่ .....ด้วยหัวใจ สะอาดใส เป็นแน่แท้
ด้วยชีวิต เพื่อลูก .. เฝ้าดูแล ....ด้วยสองมือ ไม่ผันแปร เป็นอื่นใด
    ชายคนหนึ่ง ทำทุกอย่าง ไม่เคยบ่น    ทั้งตากแดด ตากฝน ยอมทนหนาว
    เพื่อความหวัง ที่สดใส สุขสกาว      ให้ลูกชาย ลูกสาว ได้เล่าเรียน
    แม้ต้องแลก กับหยาดเหงื่อ สักกี่หยด        แม้ต้องควัก สตางค์หมด จนเป็นหนี้
    ไม่เคยท้อ หวังแค่ลูก ได้จบตรี แต่ลูกสิ กับชั่ว จนลืมตน
    ได้แต่ขอ เงินท่าน ไม่เคยขาด      เอาไปใช้ เรื่องอุบาท จนหมดสิ้น
    ไม่เคยคิด ไม่เคยนึก ได้แต่ชิน     ชินกับการ ฟุ่มเฟือย จนเลื่อยมา
    แล้วสุดท้าย ความเจ็บปวด มันหวนกลับ      คนที่รับ นั้นคือพ่อ ใข่ไหมหนา
    ต้องมานั่ง ร้องไห้ เสียน้ำตา     พ่อเร่งหา ลูกล้างผลาญ หมั่นทำลาย
    จนวันหนึ่ง คิดได้ ในที่สุด     แต่เวลา กับหยุด ฝันสลาย

    ท่านไม่ได้ อยู่กับเรา ไปจนตาย    กว่าคิดได้ มันคงสาย ไม่หวนคืน

การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 28/11/2556 คาบที่ 4
กิจกรรม
6.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
( Children with Behavioral and emotional Disorders )
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
    1.เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
    2.เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือ
-วิตกกังวล
-หนีสังคม
-ก้าวร้าว
การจะจัดว่าเด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้
-สภาพแวดล้อม
-ความคิดเห็นของแต่ละคน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเดียวกับเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ และมีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงออกทางร่างกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
1.เด็กสมาธิสั้น
( Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders )
2.เด็กออทิสติก
( Autistic หรือ ออทิสซึ่ม Autisum)
เด็กสมาธิสั้น ( ADHD )
-เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เด็กบางคนมีปัญหาเรื่องสมาธิบกพร่อง อาการหุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ เด็กเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า Attention Deficit  Disorders ( ADD )
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจจาระปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้วัยทารก
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ
-หงอยเหงา เศร้าซึม การหนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ
สรุปเป็นmine map ได้ดังนี้

7.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
( Children with Learning Disabilities)
-สติปัญญาเท่ากับเด็กปกติ
-เรียกย่อๆว่า L.D ( Learning Disability)
-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนเฉพาะบางอย่าง
-เด็กที่มีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือการพูด การเขียน
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
ลักษณะของเด็ก L.D
-มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์
-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
-เล่าเรื่อง/ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
-มีปัญหาด้านการอ่าน เขียน
-ชุ่มช่าม
-รับลูกบอลไม่ได้
-ติดกระดุมไม่ได้
-เอาแต่ใจตนเอง
สรุปเป็นmine map ได้ดังนี้

8.เด็กออทิสติก  ( Autistic )
-หรือเรียกอีกอย่างว่า ออทิสซึ่ม Autism
-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมายพฤติกรรม สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้
-เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
ทักษะทางภาษา
ทักษะทางสังคม
ทักษะการเคลื่อนไหว
ทักษะการรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่
ลักษณะ Autistic
-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหวแบบซ้ำ
-ยึดติดวัตถุ
-ต่อต้าน หรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล
-มีทีท่าเหมือนคนหูหนวก
-ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยวิธีการที่แตกต่างจากคนทั่วไป
สรุปเป็นmine map ได้ดังนี้



9.เด็กพิการซ้อน
( Children with Multiple Hancicaps )
-ที่มีความบกพร่องมากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนอย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด





วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การบันทึกประจำวัน

ประจำวันที่ 21/11/2556 คาบที่ 3
กิจกรรม
สรุปเนื้อหาที่เรียนได้ดังนี้ คือ



ความหมาย
                บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ  หมายถึง  บุคคลที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวอวัยวะไม่สมส่วน  อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป  กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ  เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง  มีความพิการของระบบประสาท  มีความลำบากในการเคลื่อนไหว  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาในสภาพปกติและต้องอาศัยการฝึกฝน  การใช้เครื่องมือ  วัสดุ  อุปกรณ์หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย
ลักษณะอาการ
                อาการบกพร่องทางร่างกาย ที่มักพบบ่อย ได้แก่
                1. ซีพี หรือ ซีรีรัล พัลซี (C.P. : Cerebral Passy) หมายถึง การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการหรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด อันเนื่องมาจากการขาดอากาศ ออกซิเจนฯ เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆ ของสมองแตกต่างกัน ที่พบส่วนใหญ่ คือ
                                1.1 อัมพาตเกร็งของแขนขา หรือครึ่งซีก (Spastic)
                                1.2 อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid) จะควบคุมการเคลื่อนไหวและบังคับไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้
                                1.3 อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia) การประสานงานของอวัยวะไม่ดี
                                1.4 อัมพาตตึงแข็ง (Rigid) การเคลื่อนไหวแข็งช้า ร่างการมีการสั่นกระตุกอย่างบังคับไม่ได้
                                1.5 อัมพาตแบบผสม (Mixed)
                2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากประสาทสมองที่ควบคุมส่วนของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาจะค่อย ๆ อ่อนกำลัง เด็กจะเดินหกล้มบ่อย
                3. โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ที่พบบ่อย ได้แก่
                                3.1 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด
                                3.2 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง
                                3.3 กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ มีความพิการเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
                4. โปลิโอ (Poliomyelitis) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วไปเจริญต่อมน้ำเหลืองในลำคอ ลำไส้เล็ก และเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเซลล์ประสาทบังคับกล้ามเนื้อถูกทำลาย แขนหรือขาจะไม่มีกำลังในการเคลื่อนไหว
                5. แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency) รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีแค่แขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ ไม่มีข้อศอก หรือเด็กที่แขนขาด้วนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ และการเกิดอันตรายในวัยเด็ก
                6. โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta) เป็นผลทำให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย ตัวเตี้ย มีลักษณะของกระดูกผิดปกติ กระดูกยาวบิดเบี้ยวเห็นได้ชุดจากระดูกหน้าแข็ง

                - ความบกพร่องทางสุขภาพ ที่มักพบบ่อย ได้แก่
                1. โรคสมชัก (Epilepsy) เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมองที่พบบ่อยมีดังนี้
                                1.1 ลมบ้าหมู (Grand Mal)
                                1.2 การชักในช่วยเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
                                1.3 การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
                                1.4 อาการชักแบบพาร์ชัล คอมเพล็กซ์ (Partial Complex)
                                1.5 อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
                2. โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด (Asthma) เช่น หอบหืด วัณโรค ปอดบวม
                3. โรคเบาหวานในเด็ก เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสได้อย่างปกติ เพราะขาดอินชูลิน
                4. โรคข้ออักเสบรูมาตอย มีอาการปวดตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อนิ้วมือ
                5. โรคศีรษะโต เนื่องมาจากน้ำคั่งในสมอง ส่วนมากเป็นมาแต่กำเนิด ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคเร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้องสภาพความพิการจะไม่รุนแรง เด็กสามารถปรับสภาพได้และมีพื้นฐานทางสมรรถภาพดีเช่นเด็กปกติ
               6. โรคหัวใจ (Cardiac Conditions) ส่วนมากเป็นตั้งแต่กำเนิด เด็กจะตัวเล็กเติบโตไม่สมอายุ ซีดเซียว เหนื่อยหอบง่าย อ่อนเพลีย ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด
               7. โรคมะเร็ง (Cancer) ส่วนมากเป็นมะเร็งเม็ดโลหิต และเนื้องอกในดวงตา สมอง กระตูก และไต
                8. บาดเจ็บแล้วเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)


วิธีการดูแล
                1. เด็กเหล่านี้ เป็นเด็กที่ต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่นเดียวกับเด็กปกติ  เช่น  การดูแลเอาใจใส่ ความรัก  ความเมตตา  การเลี้ยงดูอย่างเด็กปกติ  จะทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจภายหลัง
                2. การเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดปกติหรือความบกพร่องของเด็กเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับ  ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าใจและยอมรับสภาพของเด็ก  รวมถึงหาทางช่วยเหลือเด็กได้ถูกต้อง  ซึ่งทำได้โดยการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ
                3. พาเด็กออกสู่สังคม  แนะนำพี่น้อง  ญาติ  เพื่อนๆ  ให้รู้จักเด็กและความพิการของเขาเสียแต่เนิ่นๆ  และควรพาออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักช่วยตนเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
                4. การฝึกหัดในการทำกิจกรรมต่างๆ  ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ง่ายๆ  ก่อนเพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและเป็นแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ยากขึ้น
                5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง  เพราะ  เด็กเหล่านี้จะทำด้วยความเชื่องช้าเสียเวลาในการทำมากหรือเลอะเทอะ  ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจ  ให้เขาได้ฝึกฝนทำเอง  ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ  เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
                6. พ่อ  แม่  ผู้ปกครอง  ควรให้ความร่วมมือกับทีมผู้รักษา  เมื่อได้รับคำแนะนำวิธีการบำบัดอย่างง่ายๆ ควรนำไปปฏิบัติกับเด็กที่บ้าน  เวลาของเด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับบ้านมากกว่าสถานพยาบาล  การเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือเด็กได้มาก
                7. การฝึกหัดเด็ก  จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและด้วยอารมณ์มั่นคง  มีเหตุผลเมื่อเด็กทำผิด  จะถูกทำโทษทันที  เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายไม่สับสน
                8. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างสม่ำเสมอและให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเมื่อมีปัญหาหรืออาจมีปัญหาเกิดขึ้นให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้การแก้ไขได้อย่างทันเหตุการณ์และถูกต้องต่อไป
                9. การให้กำลังใจ  บุคคลที่มีเกี่ยวข้องกับเด็ก  เช่น  พ่อ  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ญาติพี่น้องควรให้กำลังใจแก่แม่   ตลอดจนช่วยในการเลี้ยงดูและอบรมเด็กด้วย

                กิจกรรมการช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
                1. ฝึกการใช้สายตาและมือทั่วไป  เช่น  การต่อก้อนไม้  การปั้นดินน้ำมัน  การวาดภาพระบายสี  การตัดด้วยกรรไกร  ฯลฯ
                2. ฝึกการเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ  เช่น  การใช้มือและสายตาในท่าการนอนหงาย  การเคลื่อนไหวในท่านอนคว่ำ  ท่านั่งและท่ายืน  การเดิน  การวิ่ง  การกระโดด  การใช้กระดานทรงตัว  การรับและส่งลูกบอล  การลากของเล่นที่มีล้อ
                3. ฝึกการช่วยเหลือตนเอง  เช่น  การรับประทานอาหารและดื่มน้ำ  การแต่งตัว  การขับถ่าย  การอาบน้ำ การสวมเสื้อผ้า  ฯลฯ
                4. ฝึกการรับรู้เสียงและการแสดงสีหน้าท่าทางและคำพูด  พยายามพูดกับลูกของตนเองให้มากที่สุดและพยายามสร้างคำพูดให้เป็นประโยคฝึกการรับรู้เรื่องรูปทรง  ขนาด  ทิศทาง  เวลา  สีและการแก้ปัญหาฝึกการปฏิบัติตามคำสั่ง  การฝึกลีลามือ  การเขียนตัวอักษรและการอ่าน  การทำกายภาพบำบัดกิจกรรมบำบัด  ฯลฯ

                แนวทางการรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
                1. ตรวจพบและให้การรักษาฟื้นฟูแต่เนิ่นๆ  ยิ่งพบความผิดปกติได้เร็วและให้การรักษาได้เร็ว  ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น
                2. ป้องกันไม่ให้เกิดความพิการเพิ่มมากขึ้นหรือทำให้เกิดพิการซ้ำซ้อน  โดยให้ความรู้แก่บุคคลให้สนใจเอาใจใส่เด็กที่มีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ  คลอดผิดปกติหรือมีความผิดปกติหลังคลอด  ให้ได้รับการดูแลติดตามจากแพทย์ตั้งแต่เริ่มต้น  เพื่อให้ได้รับการประเมินสภาพ  วินิจฉัย  ให้คำแนะนำและรักษาต่อเนื่อง

                การรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
                1. การให้ยาหรือรักษาอาการผิดปกติ  เช่น  อาการเกร็ง  อาการชัก  เป็นต้น
                2. การทำกายภาพบำบัด  เพื่อลดเกร็ง  กระตุ้นพัฒนาการของเด็กและฝึกการเคลื่อนไหวต่างๆ
                3. การทำกิจกรรมบำบัดหรือฝึกการใช้มือ  ฝึกกิจวัตรประจำวัน  ฝึกการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มหน้าที่ของมือและการฝึกการกลืน  เป็นต้น
                4. การฝึกพูด  เพื่อให้เด็กสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้  ในรายที่พูดไม่ได้อาจมีการฝึกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการสื่อสาร
                5. การฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาและให้ขับถ่ายได้หมดจด  โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน  เช่น  ไตสูญเสียหน้าที่ในเด็กที่มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย
                6. การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ
                7. ให้กายอุปกรณ์  เพื่อช่วยพยุงข้อและกล้ามเนื้อให้อวัยวะเทียม  เช่น  แขนขาเทียมและรถเข็นนั่งที่เหมาะสมกับสภาพความพิการ
                8. การฉีดยาเพื่อลดเกร็ง
                9. การผ่าตัด เพื่อแก้ไข เมื่อความพิการนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ
                10. ให้การฝึกพื้นฐานทางกีฬา และนันทนาการ เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพของร่างกาย ส่วนที่ไม่ พิการและปรับตัวเพื่อเข้าสังคม
 การฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านสังคม
                มีการฝึกพัฒนาทักษะด้านสังคมเพื่อให้คนที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ สามารถอยู่ในสังคม ร่วมกับคนทั่วไปอย่างมีความสุข สามารถมีกิจกรรมในการพักผ่อนหย่อนใจเช่นเดียวกับคนปกติ สามารถพัฒนาศักยภาพในการศึกษา เพื่อความเพลิดเพลินเพื่อการแข่งขันเช่นเดียวกับผู้ไม่พิการ

                การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ
                การฝึกอาชีพให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ถูกกีดกันจากระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ

                การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ
                เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่เริ่มแรกในด้านต่างๆ เช่น การเดินการยืนเพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ถูกต้อง การทำกายภาพบำบัดจะใช้วิธีการฝึกออกกำลัง เพื่อเพิ่มกำลังของ กล้ามเนื้อ และเป็นการรักษาบางส่วนร่วมด้วย เช่น การป้องกันความพิการ การใช้ความร้อนเพื่อลดปวด

                การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพและการช่วยเหลือเด็กให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม
                การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ  เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายตั้งแต่เริ่มแรกพบความผิดปกติในด้านต่างๆ เช่น การนอน การคว่ำ การนั่ง การเดิน และการยืน เพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ ถูกต้อง การทำกายภาพบำบัดจะใช้วิธีการฝึกออกกำลัง เพื่อเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อ และเป็นการรักษา บางส่วนร่วมด้วย

วิธีการสอน
                การจัดการศึกษาสำหรับคนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ  ควรใช้หลักการทั่วไปที่ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการประเภทต่างๆ  ดังนี้
                1. จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละคน  โดยจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (Individualized Education Program = IEP)
                2. จัดให้คนพิการได้รับสื่อ  สิ่งอำนวยความสะดวก  บริการและความช่วยเหลือตามความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละคนอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ
                3. จัดทำแผนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

                การจัดหลักสูตรในแต่ละระดับ
                ระดับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรมี  3  ระดับ  คือ
                                1. ระดับวัยก่อนเรียน  หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายในระดับนี้  ควรเน้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการสื่อสาร  (การสื่อความหมาย)  การเคลื่อนไหวรวมไปถึงการพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ (แขน ขา)  และกล้ามเนื้อเล็ก  (นิ้วมือ)  จุดมุ่งหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมในระดับนี้  คือ  ให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากนัก
                                ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเด็กประเภทนี้  คือ  การพูดและภาษา  ซึ่งในบางรายอาจช้ากว่าเด็กปกติ  จุดมุ่งหมายของหลักสูตร  คือ  การพัฒนาทักษะด้านการพูดและภาษาของเด็กให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้
                                2. ระดับประถมศึกษา  หลักสูตรในระดับประถมศึกษาอาจเป็นหลักสูตรเดียวกันกับที่ใช้สำหรับเด็กปกติ  แต่ความแตกต่างที่สำคัญในระดับประถมศึกษา  คือ  หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ  ควรเน้นทักษะทางสังคม  ทั้งนี้บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพยังขาดทักษะในการติดต่อ  ผูกมิตรกับเด็กปกติ  อาจเป็นเพราะเด็กหลายคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความพิการของตนเอง  ดังนั้น  หลักสูตรในระดับนี้  ควรเน้นทักษะในทางสังคมเพิ่มเติมในหลักสูตรสำหรับเด็กปกติ
                                3. ระดับมัธยมศึกษา  หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  ควรมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากเด็กปกติมากนัก  เพราะ  เด็กประเภทนี้ส่วนมากต้องการได้รับการรับรองว่ามีความสามารถด้านการเรียนเท่าเทียมกับเด็กปกติ  จุดเน้นของหลักสูตรในระดับนี้อยู่ที่หมวดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและการเตรียมความพร้องทางด้านอาชีพ  ทั้งนี้เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เมื่อจบจากโรงเรียนไปแล้ว  ทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องมี  อาจได้แก่  การใช้บริการรถสาธารณะ  การดูแลรักษาบ้านเรือนของตนเอง  การดูแลรักษาสุขภาพของตน  การดูแลรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัด  การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และการหางานทำ เป็นต้น

                                แต่อย่างไรก็ตาม  การจัดการเรียนการสอนแก่เด็กประเภทนี้  ยังต้องใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล  โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
                                1. เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายให้มีโอกาสเรียนร่วมในชั้นปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
                                2. ให้โอกาสกับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  ให้มีความรู้ทักษะในด้านวิชาการ  สังคม  และวิชาชีพเพื่อให้มีพัฒนาการสูงสุด
                                3. ให้โอกาสกับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  ให้มีความรู้และทักษะในด้านวิชาการ  การสื่อความหมาย  การคำนวณ  การรู้จักคิด  การวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
                                4. การฝึกทักษะชดเชยกับทักษะด้านที่สูญเสียไป  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาสูงสุดตามศักยภาพของตน
                                5. เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเอง

                แนวการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
                                1. ในชั่วโมงเรียนฝึกให้เด็กนั่งตัวให้ตรงแม้ว่าจะมีปัญหาก็ตามแต่เด็กต้องใช้ความพยายาม
                                2. ครูจะต้องทำความเข้าใจกับกลไกการทำงานของเครื่องมือต่างๆที่ติดมากับตัวเด็กเพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการสอนของครู
                                3. ฝึกให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้พิมพ์แทนการเขียน
                                4. การให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพของเด็ก
                                5. ครูควรให้เวลาในการทำงาน หรือทำกิจกรรมให้มากขึ้น
                                6. เน้นการพัฒนาทางจิตใจเพื่อให้เด็กมีภาพพจน์ที่ดีเกี่ยวกับตนเองและยอมรับความเป็นจริง
                                7. เน้นการสื่อสารเพื่อให้สื่อความหมายกับผู้อื่นโดยสื่อหลากหลาย
                                8. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด
                                9. ควรจัดการศึกษาพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาล
                                10. จัดเด็กพิการที่ไม่มีปัญหาด้านอื่นเข้าเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป
                                11. ครูควรขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัดเพื่อช่วยให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของเด็กมากยิ่งขึ้น
                                12. ให้เด็กใช้ปากกาหรือดินสอที่เขียนออกง่ายโดยไม่ต้องใช้แรงกดมาก
                                13. อัดเทปให้เด็กฟังแทนการโน้ตย่อกรณีที่เป็นข้อความยาวหลายหน้ากระดาษ
                                14. สอนเป็นรายบุคคล การจัดประสบการณ์ให้เด็กเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเด็กเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับประสบการณ์ตรง การให้ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ การออกศึกษานอกสถานที่จึงเป็นสิ่งจำเป็น ครูจะต้องมีทักษะในการกระตุ้นเด็กที่มีความคับข้องใจ และเด็กที่มักแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวให้เรียนรู้และทำกิจกรรม รวมทั้งมีทักษะในการจัดการกับอารมณ์รุนแรงของเด็ก อย่างไรก็ตามกิจกรรมการสอนบางอย่างการสอนเป็นกลุ่มก็ยังจำเป็นอย่างยิ่ง
                                15. เด็กพิการทางร่างกายและสุขภาพ ถ้าร่างกายพิการอย่างเดียวไม่มีความพิการซ้อน จะสามารถเรียนร่วมชั้นปกติได้ เพราะไม่มีความผิดปกติด้านอื่นๆ เช่น สมอง ในเด็กที่ความพิการซ้อนอยู่นั้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
                                16. การใช้วิธีการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการให้เป็นพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การให้รางวัล การทำสัญญา ฯลฯ
                                17. การใช้วิธีการต่างๆ ในการสอนการรับรู้ทั้งการเห็นและการได้ยิน โดยนำเอา เกม นิทาน รูปภาพ บทกลอน โคลง แบบฝึกหัด ฯลฯ มาใช้ฝึกเด็กให้สามารถบอกความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็นหรือได้ยิน มีความประสานสัมพันธ์ของตาและการเคลื่อนไหวของร่างกาย สามารถมองเห็นความคงที่ขอรูปทรง เช่น วิธีสอนการอ่านแบบให้ดูแล้วพูดตาม การให้ฟังคำหรือประโยคแล้วหาเสียงสระหรือพยัญชนะ การให้หาสิ่งของจากรูปภาพเป็นต้น
                                18. การใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เช่น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า แผ่นพลาสติก ครอบแป้นพิมพ์โต๊ะคอกสำหรับยืน ที่เปิดหน้าหนังสือ ฯลฯ
                                19. การเพิ่มเติมหลักสูตร อันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กร่างกายพิการเหล่านี้ เช่น การฝึกการเคลื่อนไหว โดยการสอนให้วางแผนการเดินทางในบริเวณโรงเรียน อาจช่วยให้บางคนประหยัดแรงงานที่เด็กพิการร่างกายมีจำกัด
                                เด็กในระดับชั้นมัธยม การสอนทักษะการเขียนเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำต่อเนื่องทั้งการเขียนด้วยมือและพิมพ์ดีด หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอาจจะสอนเพิ่มเติมในเรื่องของการขับรถ นันทนาการ การใช้เวลาว่าง การบริหารร่างกายต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เช่น ว่ายน้ำ รวมทั้งเพศศึกษาด้วย
                                20. การให้ความช่วยเหลือการเรียน อาจทำได้ ดังนี้
                                    - ใช้การติดกระดาษบนโต๊ะ เพื่อเขียนหนังสือ
                                    - ผูกดินสอกับโต๊ะ จะได้หมดปัญหาในการก้มเก็บเวลาดินสอตก
                                    - อนุญาตให้เด็กตอบคำถามปากเปล่า หรืออัดเทปส่งงานแทนการเขียน
                                    - ให้สมุดจดบันทึกของครูแก่เด็กพิการที่เขียนช้าหรืออาจให้เพื่อนใช้กระดาษคาร์บอนจดให้
                                    - ให้เด็กใช้สะพายกระเป๋าสำหรับขนหนังสือและอุปกรณ์การเรียนจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งเมื่อเด็กต้องใช้ไม้ค้ำยัน
                                    - ให้เวลาสอนเด็กพิการที่เขียนช้ามากกว่าคนอื่นๆ
                                    - ให้เวลาเด็กพิการมากขึ้นหรือให้งานให้น้อยลง
                                    - ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว เช่น จัดสถานที่เรียนให้สะดวกแก่เด็ก
                                    - บริการด้านอุปกรณ์จำเป็น เช่น เครื่องพิมพ์ดีด โต๊ะคอกสำหรับยืน

                การประเมินผล
                                การประเมินผลตามหลักสูตร เป็นการประเมินทักษะเพื่อสำรวจความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้เรียน เพื่อวัตถุประสงค์ในการวางแผนการเรียนการสอนและเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการประเมินผลควรยืดหยุ่นตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งควรจะมีการประเมินผลจากการใช้แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นส่วนสำคัญอีกทางหนึ่ง               

                สิ่งอำนวยความสะดวก
                                1. กายอุปกรณ์ และเครื่องช่วยคนพิการ มีความต้องการกายอุปกรณ์ และเครื่องช่วย คนพิการที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน เช่น เหล็กประคองขา แขนเทียม เฝือกดามมือ รองเท้าพิเศษ เครื่องช่วยเดิน ไม้ค้ำยัน และเก้าอี้ล้อ เป็นต้น ซึ่งกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยคนพิการ อาจต้องปรับหรือเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายหรือการเจริญเติบโต
    2. การปรับสภาพสิ่งแวดล้อม แม้จะมีความสามารถเคลื่อนไหว เดินทาง หรือประกอบกิจกรรมได้โดยใช้กายอุปกรณ์หรือเครื่องช่วยคนพิการ แต่บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและ สุขภาพยังต้องการการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว เช่น พื้นทางเดิน ห้องน้ำ ประตู โต๊ะ เก้าอี้

                สื่อและอุปกรณ์พิเศษ
                บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขนขา นิ้ว มือ และลำตัว ดังนั้นจึงต้องการสื่อ และอุปกรณ์ ที่ช่วยในการหยิบจับ ใช้สิ่งของ และขีดเขียน อาทิ หนังสือที่มีแผ่นกระดาษหน้าเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้ เปิดได้ง่าย ดินสอแท่งใหญ่ ช้อนด้ามยาวพิเศษ สวิทช์ที่เปิด - ปิด โดยการใช้ฝ่ามือ เครื่องช่วยพูด (สำหรับคนพิการทางร่างกายที่ไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยการพูด) สายรัดมือ การช่วยเหลือ แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวก กายอุปกรณ์ เครื่องช่วยคนพิการ สื่อ และอุปกรณ์พิเศษ แต่ตนพิการที่มีข้อจำกัดมาก ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในลักษณะต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ช่วยป้อนอาหาร ช่วยเคลื่อนย้ายขึ้นหรือลงจากรถเข็น ช่วยเข็นรถเข็นคนพิการ และอุ้มขึ้นบันไดในอาคาร ที่ไม่มีทางลาดให้กับรถเข็น
บุคคลที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด ความบกพร่องทางการพูดพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้
  1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders) แบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ
    1.1 เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป เช่น "ความ" เป็น "คาม" เป็นต้น
    1.2 ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง เช่น "กิน" "จิน" เป็นต้น
    1.3 เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่สียงที่ถูกต้องลงไปด้วย เช่น "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
    1.4 เสียงเพี้ยนหรือเปล่งไปเช่น "แล้ว" เป็น "แล่ว"
    ทั้งนี้จะต้องพิจารณาว่าความบกพร่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นประจำหรือไม่ ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีของผู้พูดเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง และเป็นวัฒนธรรมของผู้พูดก็ไม่ถือว่าผิดปกติ เช่น คนภาคใต้เรียกแมงกะพรุนว่า แมงพุนก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด
  2. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders) แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ
    2.1 ความบกพร่องของระดับเสียง เช่น เสียงสูงหรือต่ำตลอดเวลา หรือเสียงที่พูดอยู่ในระดับเดียวตลอด เสียงพูดผิดเพศ ผิดวัย
    2.2 เสียงดังหรือค่อยเกินไป คล้ายๆ กับตะโกนหรือกระซิบอยู่ตลอดเวลา
    2.3 คุณภาพของเสียงไม่ดี เช่น เสียงแตกพร่า เสียงกระด้าง เสียงแหบแห้งตลอดเวลา เป็นต้น
  3. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders) แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ
    3.1 พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
    3.2 การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
    3.3 อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
    3.4 จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
    3.5 เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย
    ความบกพร่องประเภทนี้พบมากคือการติดอ่างและพูดเร็วรัว คนติดอ่างจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดซ้ำคำคำเดียวหลายๆ ครั้ง หรืออึดอักๆ เสียงยืดยานคาง พูดขาดเป็นห้วงๆ มีกิริยาท่าทางที่แสดงถึงความยากลำบากในการออกเสียงส่วนการพูดเร็วเกินไปนั้น เสียงพูดจะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นรูปประโยคผิดไปสลับเสียงตัวหนึ่ง เป็นต้น
ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถ ที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิด ออกมาเป็นถ้อยคำได้ ซึ่งพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้
  1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) มี 5 ลักษณะคือ
    1.1 มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
    1.2 มีความผิดปกติของไวยกรณ์และโครงสร้างของประโยค
    1.3 ไม่สามารถสร้างประโยคได้
    1.4 มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
    1.5 ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
  2. การไม่มีความสามารถเข้าใจและสร้างถ้อยคำ (Aphasia) เนื่องจากสมองหรือปราสาท ได้รับการกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ มี 7 ลักษณะ คือ
    2.1 อ่านไม่ออก
    2.2 เขียนไม่ได้
    2.3 สะกดคำไม่ได้
    2.4 ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
    2.5 จำคำหรือประโยคไม่ได้
    2.6 ไม่เข้าใจคำสั่ง
    2.7 อารมณ์ไม่คงที่
  3. ความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษา (Specific Language Disabilities) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
    3.1 ความผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital Aphasia) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
    3.1.1 ความขัดแย้งกันของสิ่งที่ได้ยินจริงๆ กับสิ่งที่คาดว่าจะได้ยิน
    3.1.2 ความขัดแย้งกันในการจำเสียงที่ได้ยิน
    3.1.3 ความขัดแย้งกันในการประสมประสานเสียงที่ได้ยิน
    3.1.4 ความขัดแย้งกันในความเข้าใจภาษาพูด
    3.1.5 ความขัดแย้งในการแสดงออกทางภาษา
    ลักษณะดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดกับเด็กซึ่งหูหนวกมาแต่แรกเกิด จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางภาษาไป
    3.2 ความผิดปกติหลังการพัฒนาภาษา (Developmental Aphasia) เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กมีพัฒนาการทางภาษาแล้ว
จึงอาจกล่าวได้ว่า ความผิดปกติทางการพูดมีความแตกต่างจากความผิดปกติทางภาษาคือ ความผิดปกติทางการพูด เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับเสียงพูดในด้านการปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด ส่วนความผิดปกติทางภาษาเป็นความผิดปกติด้านการพัฒนาทางภาษาความสามารถเกี่ยวกับความเข้าใจ การสร้างถ้อยคำและความผิดปกติที่เกิดก่อนและหลังการมีพัฒนาการทางภาษา